เมื่อคนต่าง Generation ทำงานร่วมกัน ผู้นำก็ต้องปรับวิธีนำคน

ในวันที่องค์กรมีคนหลากหลาย Generation การนำคนอาจไม่สามารถใช้วิธีเดิมกับทุกคนได้ ผู้นำจึงต้องเข้าใจความแตกต่าง และปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับคนในทีม

นี่คือหนึ่งในมุมมองสำคัญจากคลาส PEM#4 – Psychology for Effective Management ที่ชวนให้ผู้บริหารและผู้นำกลับมาทบทวนว่า การนำคนในองค์กรที่มีความแตกต่างกันนั้น ไม่ควรใช้วิธีเดียวกับทุกคน

โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรประกอบด้วยคนหลากหลาย Generation แต่ละคนมีทั้งความคิด ประสบการณ์ แรงกดดัน และความต้องการที่แตกต่างกัน

ปัญหาเรื่องคน อาจไม่ได้เกิดจากความต่างของ Generation

เมื่อเกิดปัญหาในการทำงาน หลายองค์กรอาจมองว่าเป็นเพราะคนแต่ละ Generation มีความคิดไม่เหมือนกัน

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากความแตกต่างเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก ผู้นำยังใช้วิธีการสื่อสารและการบริหารแบบเดียวกับทุกคน

คนแต่ละคนอาจต้องการวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน

บางคนต้องการความชัดเจนและเป้าหมายที่แน่นอน ขณะที่บางคนต้องการพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจ

ดังนั้น การเป็นผู้นำที่ดีจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการเข้าใจความแตกต่าง และสามารถนำคนเหล่านั้นไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้

Positive Psychological Resilience for Leaders under Pressure

แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคลาสที่ 5 Session 2 ของหลักสูตร PEM#4 ในหัวข้อ

“Positive Psychological Resilience for Leaders under Pressure”

โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

การเรียนรู้ในคลาสนี้พาผู้เข้าร่วมไปทำความเข้าใจบทบาทของผู้นำผ่านเรื่องราวและกรณีศึกษาของผู้นำจากหลากหลายบริบท

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหาสูตรสำเร็จว่าผู้นำควรพูดอย่างไร หรือควรบริหารคนแบบไหน

แต่คือการเรียนรู้ว่า ในแต่ละสถานการณ์ ผู้นำควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมอย่างไร

ผู้นำต้องรู้ว่าเมื่อไรควรพูด และเมื่อไรควรฟัง

การบริหารคนไม่ได้หมายถึงการเป็นฝ่ายพูดหรือออกคำสั่งอยู่เสมอ

ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า

  • เมื่อไรควรพูดให้ชัดเจน
  • เมื่อไรควรรับฟังความคิดเห็น
  • เมื่อไรควรเปิดโอกาสให้ทีมมีส่วนร่วม
  • และเมื่อไรที่ผู้นำต้องตัดสินใจอย่างหนักแน่น

ความสามารถในการปรับวิธีการนำให้เหมาะกับสถานการณ์ จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของผู้นำ

เพราะหากผู้นำเปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างบรรยากาศที่คนในองค์กรรู้สึกปลอดภัยในการเสนอความคิดเห็น

เมื่อความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถถูกพูดคุยกันได้ ความแตกต่างก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้ง

และเมื่อบทสนทนานำไปสู่ความเข้าใจร่วมกัน ก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นการลงมือทำได้จริง

การสร้างทีมไม่ใช่การทำให้ทุกคนเหมือนกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการเป็นผู้นำ คือ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน

องค์กรที่มีคนหลากหลายย่อมมีความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

สิ่งที่ผู้นำต้องทำจึงไม่ใช่การกำจัดความแตกต่าง แต่คือการทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นสามารถทำงานร่วมกันได้

ผู้นำต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีแรงผลักดันและความกังวลที่แตกต่างกัน และเลือกวิธีสื่อสารที่ช่วยให้แต่ละคนเห็นเป้าหมายร่วมกัน

เมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และเข้าใจว่ากำลังเดินไปเพื่ออะไร การทำงานร่วมกันก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ผู้นำไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกเรื่อง

การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนที่มีคำตอบสำหรับทุกปัญหา

แต่คือการ เข้าใจผู้คนมากพอที่จะทำให้พวกเขาเชื่อมั่นและพร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

อำนาจจากตำแหน่งอาจทำให้คนทำตามคำสั่งได้ในระยะหนึ่ง

แต่ความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความสามารถในการนำคน คือสิ่งที่ทำให้คน อยากเดินตามผู้นำในระยะยาว

นี่จึงเป็นอีกมุมมองสำคัญจากการเรียนรู้ในหลักสูตร PEM#4 — Psychology for Effective Management ที่ไม่ได้มุ่งสร้างผู้นำที่มีคำตอบมากที่สุด แต่ต้องการสร้างผู้นำที่เข้าใจคน และสามารถเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กร